Skip to main content

สถานีวิจัยรวมใจ พัฒนาความรู้

 Climate Change เมื่อภูมิอากาศเปลี่ยน “ข้าวไทยต้องปรับตัว”

Climate change เมื่อภูมิอากาศเปลี่ยน “ข้าวไทยต้องปรับตัว” การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) เป็นความท้าทายสำคัญต่อระบบการผลิตข้าว ทั้งจากอุณหภูมิที่สูงขึ้น ความแปรปรวนของปริมาณน้ำฝน ภัยแล้ง น้ำท่วม และการระบาดของโรคและแมลงศัตรูข้าวที่ เปลี่ยนแปลง ดังนั้นการวิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าวให้สามารถปรับตัวต่อสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงได้ จึงเป็นแนวทางสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดความเสี่ยงจากสภาพอากาศแปรปรวน และเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารในระยะยาว อุณหภูมิสูงส่งผลให้ยอดข้าวลีบ ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change)1. อุณหภูมิสูงขึ้น/ลดลง: ระยะข้าวออกดอกคือ ระยะที่มีความอ่อนไหวสูงเนื่องจากเป็นช่วงที่เกิดกระบวนการปฏิสนธิ ซึ่งมีความสัมพันธ์โดยตรงกับการติดเมล็ดและผลผลิต โดยอุณหภูมิที่เหมาะสมในระยะนี้อยู่ที่ประมาณ 30–33 °C หากอุณหภูมิสูงหรือต่ำกว่าระดับที่เหมาะสม อาจส่งผลให้ผสมเกสรไม่สมบูรณ์ เมล็ดลีบ และเกิดท้องไข่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้จากการศึกษายังพบรายงานว่าอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นทุก 1 °C อาจทำให้ผลผลิตข้าวลดลงได้ถึง 10% (Clermont-Dauphin

คุณค่าทางโภชนาการของ RJ22

ลักษณะและคุณประโยชน์ของข้าว RJ22 (อาร์เจ 22) ข้าว RJ22 เป็นข้าวพื้นนุ่มที่มีศักยภาพด้านผลผลิตสูงและเป็นพันธุ์ข้าวไม่ไวต่อช่วงแสง จึงสามารถปลูกได้ตลอดทั้งปี และเหมาะสำหรับการปลูกในพื้นที่เขตชลประทาน นอกจากนี้ ข้าว RJ22 ยังมีคุณภาพการหุงรับประทานที่ดี ลักษณะเนื้อสัมผัสเหนียวนุ่ม และเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคคุณค่าทางโภชนาการของข้าว       ข้าวเป็นธัญพืชที่มีความสำคัญต่อความมั่นคงทางอาหารของโลก มีแป้งเป็นองค์ประกอบหลักประมาณ 70-80% นอกจากนี้ยังมีองค์ประกอบทางเคมีที่สำคัญอื่น ๆ อีก เช่น ไขมัน โปรตีน ใยอาหาร วิตามิน  และเถ้า โดยองค์ประกอบเหล่านี้มีปริมาณแตกต่างกันตามพันธุ์ข้าวและระดับการขัดสีของเมล็ดข้าว โดยเฉพาะข้าวกล้องที่ผ่านกระบวนการขัดสีน้อยทำให้ยังคงมีคุณค่าทางโภชนาการสูง ต่างจากข้าวสารที่ผ่านกระบวนการขัดสีมากกว่า ลักษณะข้าวสุก RJ22 (อาร์เจ 22) ข้าว RJ22 (อาร์เจ

ตะไคร่น้ำ/สาหร่ายไฟ จัดการอย่างไร? ไม่ให้กระทบข้าว

ตะไคร่น้ำ/สาหร่ายไฟ จัดการอย่างไร? ไม่ให้กระทบข้าว เคยสังเกตไหมว่าในแปลงนามีตะไคร่น้ำขึ้นเต็มผิวน้ำ? ถึงแม้จะไม่ได้ส่งผลกระทบมากนัก แต่หากมีปริมาณมากเกินไป อาจรบกวนการเจริญเติบโตของข้าวได้ แล้วควรจัดการอย่างไรไม่ให้กระทบข้าว? สามารถอ่านเพิ่มเติม เพื่อดูวิธีการป้องกัน และควบคุมได้ที่บทความด้านล่างเลย ตะไคร่น้ำ หรือสาหร่ายไฟ "ตะไคร่น้ำ" คืออะไร?“ตะไคร่น้ำ” หรือสาหร่ายไฟ คือ กลุ่มสิ่งมีชีวิตที่เจริญเติบโตในน้ำ โดยใช้แสงแดดและธาตุอาหารในการสร้างอาหาร มักพบในนาข้าวที่มีน้ำขัง และได้รับแสงเพียงพอ หากมีสภาพแวดล้อมเหมาะสมจะเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว และรวมตัวเป็นกลุ่มหรือแผ่นสีเขียวปกคลุมผิวน้ำ ข้อสังเกตง่ายๆ มักเห็นเป็นคราบหรือก้อนสีเขียวลอยอยู่บนผิวน้ำโดยเฉพาะบริเวณน้ำขังในแปลงนา สาเหตุการเกิดตะไคร่น้ำ มีน้ำขังต่อเนื่อง หรือการระบายน้ำไม่ดี มีแสงแดดเพียงพอ มีธาตุอาหารในน้ำหรือดินสูง โดยเฉพาะไนโตรเจน และฟอสฟอรัส สภาพอากาศเหมาะสมต่อการเจริญของสาหร่าย เมื่อเจริญมากขึ้น อาจรวมตัวเป็นผืน หรือเป็นกลุ่ม สีเขียว ปกคลุมผิวน้ำ และขยายพื้นที่ไปตามกระแสน้ำ

“หอยเชอรี่ในนาข้าว” ภัยเงียบที่มากับหน้าฝน

"หอยเชอรี่ในนาข้าว" ภัยเงียบที่มากับหน้าฝน "หอยเชอรี่" ภัยเงียบในนาข้าว!!  ถือเป็นศัตรูข้าวที่สำคัญอีกหนึ่งอย่างในหน้าฝนนี้ โดยเจ้าหอยเชอรี่นี้จะมากับน้ำภายนอกที่ปล่อยเข้าแปลงนาข้าว  โดยเจ้าหอยชนิดนี้ขยายพันธุ์เร็วมาก ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ โดยเฉพาะข้าวในระยะกล้าและแตกกอ โดยจะทำลายด้วยการกัดกินต้นและใบอ่อน จนข้าวเสียหายและเจริญเติบโตได้ไม่เต็มที่ แล้วเราจะรับมือกับหอยเชอรี่ได้อย่างไร? มาดูวิธีป้องกันและกำจัดหอยเชอรี่ในนาข้าวในบทความด้านล่างนี้กันเลย! หอยเชอรี่ (Golden apple snail) วงจรชีวิตและการวางไข่ หอยเชอรี่ : (Golden apple snail) ชื่อวิทยาศาสตร์ : Pomacea canaliculata หอยเชอรี่เป็นหอยทากน้ำจืดชนิดหนึ่ง มีลักษณะคล้ายหอยโข่ง เปลือกสีเหลืองปนน้ำตาลอ่อนจนถึงน้ำตาลปนดำ มีร่องลึกกว่าทำให้ส่วนยอดของเปลือกหอยสูงนูนขึ้น ส่วนฝาปิดเปลือกของหอยเชอรี่จะบางกว่าหอยโข่ง เมื่อหอยตัวเต็มวัยอายุประมาณ 3 เดือน จะมีความสูง 2.5 ซม.  ลักษณะไข่และการวางไข่ของหอยเชอรี่

ทำนาแบบเปียกสลับแห้ง ประหยัดน้ำ แต่ผลผลิตเพิ่มจริงหรือ?

ทำนาแบบเปียกสลับแห้ง ประหยัดน้ำ แต่ผลผลิตเพิ่มจริงหรือ? ทำไมต้องทำนาเปียสลับแห้ง ? นาเปียกสลับแห้ง หรือที่เรียกว่า “วิธีการแกล้งข้าว” อาจฟังดูเหมือนกำลังทำร้ายต้นข้าว แต่จริง ๆ แล้วเป็นเทคนิคการจัดการน้ำที่ช่วยให้ข้าวได้รับน้ำอย่างเหมาะสม พร้อมลดการใช้น้ำในแปลงนา วิธีนี้จึงเริ่มได้รับความสนใจมากขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่นาชลประทานที่สามารถควบคุมการให้น้ำได้ หลักการของเทคนิคของการทำนาเปียกสลับแห้ง การใช้เทคนิคนี้จะใช้ท่อวัดระดับน้ำในดิน เพื่อช่วยตัดสินใจปล่อยและระบายน้ำในแปลงโดยไม่ต้องคาดเดาเอง โดยอาศัยหลักการรักษาระดับน้ำ 5 ซม. เหนือผิวดิน และปล่อยให้น้ำลดตามธรรมชาติ เมื่อระดับน้ำลดลงถึงระดับ 10-15 ซม. ใต้ผิวดินจึงปล่อยน้ำเข้าแปลง  ที่มาข้อมูล: IRRI Tips เมื่อระดับน้ำเกิน 5 ซม. เหนือผิวดิน ระบายน้ำออก เมื่อระดับน้ำต้ำกว่า 10-15 ซม. ใต้ผิวดิน ปล่อยน้ำเข้า นาเปียกสลับแห้งควรทำตอนไหน?การทำนาเปียกสลับแห้งควรเริ่มในช่วงที่ต้นข้าวมีอายุประมาณ 30–35

ดินเค็มแก้อย่างไร? จากดินเค็ม…สู่ผืนหน้าที่ข้าวเติบโต

ดินเค็มแก้อย่างไร?: จากดินเค็ม…สู่ผืนหน้าที่ข้าวเติบโต ดินเค็มเป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลต่อการเจริญเติบโตและผลผลิตของข้าว แต่สามารถบรรเทาและฟื้นฟูได้ด้วยการจัดการที่เหมาะสม ทั้งการปรับปรุงดิน เพิ่มอินทรียวัตถุในดิน จัดระบบระบายน้ำ จัดหาแหล่งน้ำคุณภาพดี เลือกพันธุ์ข้าวทนเค็ม และปลูกพืชบำรุงดิน เพื่อช่วยฟื้นฟูสภาพดินและเพิ่มความสามารถในการผลิตข้าวให้เหมาะสมและยั่งยืนมากยิ่งขึ้นการปรับปรุงดินเค็มการปรับปรุงดินเค็ม คือ การชะล้างละลายเกลือส่วนเกินออกไป เพื่อให้ดินมีการนำไฟฟ้าต่ำลงเข้าสู่ระดับปกติ วิธีที่ใช้ได้ดีและลงทุนต่ำ คือ การล้างดินด้วยการขังน้ำ หากสภาพดินพอจะทำนาได้ก็ควรปลูกข้าวพันธุ์ทนเค็ม ซึ่งสามารถเจริญเติบโตและให้ผลผลิตได้1. ปรับปรุงดินให้มีการแทรกซึมน้ำได้ดีขึ้น  ใส่อินทรียสารเพื่อเพิ่มอินทรียวัตถุ เช่น แกลบ ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมักร่วมกับการไถพรวน ช่วยปรับโครงสร้างดิน ทำให้ดินร่วนซุย น้ำซึมลงดินได้ดี เกลือถูกชะล้างลงสูงชั้นล่างได้มากขึ้น 2. วางแผนปรับพื้นที่และคูระบายน้ำ จัดหาแหล่งน้ำขนาดพอเหมาะไว้ในพื้นที่ เพื่อให้มีน้ำใช้ตลอดปี สำหรับการชะล้างเกลือออกจากดิน ขังน้ำโดยใช้น้ำที่มีคุณภาพดี อาจเป็นน้ำฝนหรือน้ำชลประทาน 3. แหล่งน้ำขนาดพอเหมาะและคุณภาพดีดินเค็มส่งผลต่อคุณภาพเมล็ดข้าว ทั้งปริมาณแป้ง

เพราะอะไร? ข้าวเปลือกสีแล้วแต่ได้ข้าวสารไม่เท่ากัน

เพราะอะไร? ข้าวเปลือกสีแล้วแต่ได้ข้าวสารไม่เท่ากัน เคยสงสัยหรือไม่? ข้าวเปลือกปริมาณเท่ากัน แต่ทำไมปริมาณข้าวสารที่ได้กลับไม่เท่ากัน? แม้ในแรกเริ่มปริมาณข้าวเปลือกจะเท่ากัน แต่เมื่อเข้าสู่กระบวนการขัดสีแล้ว ปริมาณข้าวสารอาจลดลง เนื่องจากอาจมีปัญหาเมล็ดไม่เต็มเมล็ด ต้นข้าว  หรือเมล็ดข้าวหัก ซึ่งสะท้อนถึงคุณภาพการสีของเมล็ดข้าว  คุณภาพการสีคุณภาพการสี เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ใช้ในการประเมินคุณภาพเมล็ด สำคัญต่อการกำหนดราคาข้าว โดยประเมินจากเมล็ดเต็มเมล็ด ต้นข้าว และเมล็ดหัก ซึ่งจะพิจารณาตามเกณฑ์ความยาวของเมล็ดตามมาตรฐานที่กำหนด ดังนั้นเมล็ดข้าวที่หักจนความยาวต่ำหว่าเกณฑ์จึงถูกจัดเป็นข้าวหัก ซึ่งทำให้คุณภาพการสีลดลง และกระบวนการขัดสีสามารแบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอน ดังต่อไปนี้ 1. การกะเทาะเปลือกคือ การทำให้เปลือกหลุดออกจากเมล็ดข้าว สิ่งที่ได้จากการกะเทาะคือ ข้าวกล้องและแกลบ ในขั้นตอนนี้เมล็ดข้าวอาจหัก หรือเกิดรอยร้าวได้ หากได้รับแรงกด หรือแรงกระเเทกที่มากเกินไป 2. การขัดสีคือ การขัดเยื่อหุ้มเมล็ด/รำให้ออกจากผิวเมล็ดข้าวกล้อง สิ่งที่ได้คือ ข้าวสารและรำข้าว

ดินเค็ม กับต้นข้าว : ผลกระทบที่เกษตรกรควรรู้

ดินเค็ม กับต้นข้าว : ผลกระทบที่เกษตรกรควรรู้ "ข้าวโตช้า ใบเล็ก ใบเหลือง ต้นแคระแกร็น" ใส่ปุ๋ยแล้ว แต่ทำไมต้นข้าวยังไม่ฟื้นตัว?    คำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่การใส่ปุ๋ยเพียงอย่างเดียว "ดินเค็ม" ก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุสำคัญที่ในหลายครั้งมักถูกเกษตรกรมองข้าม ในบทความนี้จะพาไปรู้จัก “ดินเค็มกับต้นข้าว” ผลกระทบต่อข้าว อาการต้นข้าว ไปจนถึงแนวทางรับมือ เพื่อช่วยให้เกษตรกรรู้ทันปัญหาและป้องกันความเสียหายก่อนที่จะสายเกินไป 1. ผลกระทบการเจริญเติบโตทางลำต้น (Vegetative Growth)ข้าวในระยะกล้าจมักอ่อนแอต่อความเค็มมากกว่าข้าวในระยะเเตกกอ ซึ่งส่งผลต่อการยืดตัวของเซล์ภายในต้นข้าว กระบวนการสังเคราะห์แสง ซึ่งส่งผลกระทบทั้งราก ใบ และลำต้น ดังนี้ ความเครียดออสโมติก (Osmotic Stress): เกิดจากระดับความเข้มข้นของเกลือภายนอกรากสูงขึ้น ทำให้การดูดซึมน้ำของพืชถูกยับยั้งอย่างฉับพลัน ส่งผลให้การขยายตัวของเซลล์ลดลง ต้นข้าวจึงเจริญเติบโตช้าลงและอาจแคระแกร็นได้ ความเป็นพิษของไอออน (Ion

ปุ๋ยแพง ชาวนาควรปรับตัวอย่างไร?

ปุ๋ยแพง ชาวนาควรปรับตัวอย่างไร ? ปุ๋ยแพง ชาวนาควรปรับตัวอย่างไร? ในปี 2569 ภาคเกษตรของประเทศไทยประสบปัญหาอย่างหนักจากเหตุการณ์ความขัดแย้งและสงคราม เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบอย่างหนักต่อห่วงโซ่อุปทานวัตถุดิบและการขนส่ง ทำให้ราคาปุ๋ยเคมีพุ่งขึ้นสูงกว่าที่ผ่านมา ชาวนาหลายคนไม่สามารถสู้กับวิกฤตนี้ได้ บางคนเปลี่ยนไปประกอบอาชีพอื่น รวมถึงหันปลูกพืชอื่นแทนข้าว ดังนั้นภายใต้สถานการณ์ปุ๋ยแพงนี้ ชาวนาควรปรับตัวเพื่อประหยัดปุ๋ย และใช้ปุ๋ยให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ข้าวระยะแตกกอ 7 วิธี จัดการอย่างไร ใช้ปุ๋ยคุ้มค่ามากที่สุดการบริหารและจัดการภายในแปลงนาข้าวถือเป็นปัจจัยที่สำคัญ ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของปุ๋ย แต่ยังสามารถเพิ่มศักยภาพการให้ผลผลิตของข้าวอีกด้วย1. ใส่ปุ๋ยอย่างแม่นยำ  ใส่ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน: ช่วยประหยัดปุ๋ย ลดการใส่ปุ๋ยที่เกินความจำเป็น และตรงตามความต้องการของข้าว สามารถลดการสูญเสียปุ๋ยได้ 20-40% แบ่งใส่ปุ๋ย: แบ่งใส่ 2-3 ครั้ง แทนการใส่ครั้งเดียว ช่วยให้ข้าวสามารถดูดซึมปุ๋ยไปใช้ได้อย่าต่อเนื่อง 2. ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ร่วมกับปุ๋ยเคมี  ใช้ปุ๋ยอินทรีย์:

New Plant Type (NPT) Rice ข้าวต้นแบบใหม่ เพื่อผลผลิตแห่งอนาคต

New Plant Type (NPT) Rice ข้าวต้นแบบใหม่ เพื่อผลผลิตแห่งอนาคต ในช่วงต้นทศวรรษ 1960-1970 ข้าวต้นกึ่งต้นเตี้ย (semi-dwarf varieties) ได้รับความสนใจจากทั้งเกษตรกรและนักปรับปรุงพันธุ์ข้าว เนื่องด้วยศักยภาพการให้ผลผลิตที่สูง แต่เมื่อเวลาผ่านไปการพัฒนาสายพันธุ์ข้าวเริ่มเข้าสู่สภาวะอิ่มตัว  ศักยภาพการให้พันธุ์ข้าวไม่สามารเพิ่มขึ้นได้มากกว่าเดิม ดังนั้นในช่วงปลายทศวรรษ 1980  ได้มีการถือกำเนิด “ข้าวต้นแบบใหม่” ที่พัฒนาโดยนักปรับปรุงพันธุ์ โดยมีเป้าหมายเพื่อก้าวข้ามขีดจำกัดของข้าวกึ่งต้นเตี้ยและยกระดับศักยภาพการให้ผลผลิต ซึ่งลักษณะเด่นของข้าวต้นแบบใหม่นี้ถูกออกแบบมาเพื่อเอื้อให้ข้าวสามารถเพิ่มผลผลิตได้มากกว่าข้าวทั่วไป ส่งผลให้ในหลายสายพันธุ์มีผลผลิตสูงถึง 9–13 ตันต่อเฮกตาร์ หรือ ประมาณ 1,440–2,080 กิโลกรัมต่อไร่ ที่มาข้อมูล: Aswidinnoor H et al.  (2023) ข้าวต้นแบบใหม่ หรือ New plant type

1 2 3 … 7