Skip to main content

สถานีวิจัยรวมใจ พัฒนาความรู้

“หอยเชอรี่ในนาข้าว” ภัยเงียบที่มากับหน้าฝน

"หอยเชอรี่ในนาข้าว" ภัยเงียบที่มากับหน้าฝน "หอยเชอรี่" ภัยเงียบในนาข้าว!!  ถือเป็นศัตรูข้าวที่สำคัญอีกหนึ่งอย่างในหน้าฝนนี้ โดยเจ้าหอยเชอรี่นี้จะมากับน้ำภายนอกที่ปล่อยเข้าแปลงนาข้าว  โดยเจ้าหอยชนิดนี้ขยายพันธุ์เร็วมาก ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ โดยเฉพาะข้าวในระยะกล้าและแตกกอ โดยจะทำลายด้วยการกัดกินต้นและใบอ่อน จนข้าวเสียหายและเจริญเติบโตได้ไม่เต็มที่ แล้วเราจะรับมือกับหอยเชอรี่ได้อย่างไร? มาดูวิธีป้องกันและกำจัดหอยเชอรี่ในนาข้าวในบทความด้านล่างนี้กันเลย! หอยเชอรี่ (Golden apple snail) วงจรชีวิตและการวางไข่ หอยเชอรี่ : (Golden apple snail) ชื่อวิทยาศาสตร์ : Pomacea canaliculata หอยเชอรี่เป็นหอยทากน้ำจืดชนิดหนึ่ง มีลักษณะคล้ายหอยโข่ง เปลือกสีเหลืองปนน้ำตาลอ่อนจนถึงน้ำตาลปนดำ มีร่องลึกกว่าทำให้ส่วนยอดของเปลือกหอยสูงนูนขึ้น ส่วนฝาปิดเปลือกของหอยเชอรี่จะบางกว่าหอยโข่ง เมื่อหอยตัวเต็มวัยอายุประมาณ 3 เดือน จะมีความสูง 2.5 ซม.  ลักษณะไข่และการวางไข่ของหอยเชอรี่

ทำนาแบบเปียกสลับแห้ง ประหยัดน้ำ แต่ผลผลิตเพิ่มจริงหรือ?

ทำนาแบบเปียกสลับแห้ง ประหยัดน้ำ แต่ผลผลิตเพิ่มจริงหรือ? ทำไมต้องทำนาเปียสลับแห้ง ? นาเปียกสลับแห้ง หรือที่เรียกว่า “วิธีการแกล้งข้าว” อาจฟังดูเหมือนกำลังทำร้ายต้นข้าว แต่จริง ๆ แล้วเป็นเทคนิคการจัดการน้ำที่ช่วยให้ข้าวได้รับน้ำอย่างเหมาะสม พร้อมลดการใช้น้ำในแปลงนา วิธีนี้จึงเริ่มได้รับความสนใจมากขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่นาชลประทานที่สามารถควบคุมการให้น้ำได้ หลักการของเทคนิคของการทำนาเปียกสลับแห้ง การใช้เทคนิคนี้จะใช้ท่อวัดระดับน้ำในดิน เพื่อช่วยตัดสินใจปล่อยและระบายน้ำในแปลงโดยไม่ต้องคาดเดาเอง โดยอาศัยหลักการรักษาระดับน้ำ 5 ซม. เหนือผิวดิน และปล่อยให้น้ำลดตามธรรมชาติ เมื่อระดับน้ำลดลงถึงระดับ 10-15 ซม. ใต้ผิวดินจึงปล่อยน้ำเข้าแปลง  ที่มาข้อมูล: IRRI Tips เมื่อระดับน้ำเกิน 5 ซม. เหนือผิวดิน ระบายน้ำออก เมื่อระดับน้ำต้ำกว่า 10-15 ซม. ใต้ผิวดิน ปล่อยน้ำเข้า นาเปียกสลับแห้งควรทำตอนไหน?การทำนาเปียกสลับแห้งควรเริ่มในช่วงที่ต้นข้าวมีอายุประมาณ 30–35

ดินเค็มแก้อย่างไร? จากดินเค็ม…สู่ผืนหน้าที่ข้าวเติบโต

ดินเค็มแก้อย่างไร?: จากดินเค็ม…สู่ผืนหน้าที่ข้าวเติบโต ดินเค็มเป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลต่อการเจริญเติบโตและผลผลิตของข้าว แต่สามารถบรรเทาและฟื้นฟูได้ด้วยการจัดการที่เหมาะสม ทั้งการปรับปรุงดิน เพิ่มอินทรียวัตถุในดิน จัดระบบระบายน้ำ จัดหาแหล่งน้ำคุณภาพดี เลือกพันธุ์ข้าวทนเค็ม และปลูกพืชบำรุงดิน เพื่อช่วยฟื้นฟูสภาพดินและเพิ่มความสามารถในการผลิตข้าวให้เหมาะสมและยั่งยืนมากยิ่งขึ้นการปรับปรุงดินเค็มการปรับปรุงดินเค็ม คือ การชะล้างละลายเกลือส่วนเกินออกไป เพื่อให้ดินมีการนำไฟฟ้าต่ำลงเข้าสู่ระดับปกติ วิธีที่ใช้ได้ดีและลงทุนต่ำ คือ การล้างดินด้วยการขังน้ำ หากสภาพดินพอจะทำนาได้ก็ควรปลูกข้าวพันธุ์ทนเค็ม ซึ่งสามารถเจริญเติบโตและให้ผลผลิตได้1. ปรับปรุงดินให้มีการแทรกซึมน้ำได้ดีขึ้น  ใส่อินทรียสารเพื่อเพิ่มอินทรียวัตถุ เช่น แกลบ ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมักร่วมกับการไถพรวน ช่วยปรับโครงสร้างดิน ทำให้ดินร่วนซุย น้ำซึมลงดินได้ดี เกลือถูกชะล้างลงสูงชั้นล่างได้มากขึ้น 2. วางแผนปรับพื้นที่และคูระบายน้ำ จัดหาแหล่งน้ำขนาดพอเหมาะไว้ในพื้นที่ เพื่อให้มีน้ำใช้ตลอดปี สำหรับการชะล้างเกลือออกจากดิน ขังน้ำโดยใช้น้ำที่มีคุณภาพดี อาจเป็นน้ำฝนหรือน้ำชลประทาน 3. แหล่งน้ำขนาดพอเหมาะและคุณภาพดีดินเค็มส่งผลต่อคุณภาพเมล็ดข้าว ทั้งปริมาณแป้ง

เพราะอะไร? ข้าวเปลือกสีแล้วแต่ได้ข้าวสารไม่เท่ากัน

เพราะอะไร? ข้าวเปลือกสีแล้วแต่ได้ข้าวสารไม่เท่ากัน เคยสงสัยหรือไม่? ข้าวเปลือกปริมาณเท่ากัน แต่ทำไมปริมาณข้าวสารที่ได้กลับไม่เท่ากัน? แม้ในแรกเริ่มปริมาณข้าวเปลือกจะเท่ากัน แต่เมื่อเข้าสู่กระบวนการขัดสีแล้ว ปริมาณข้าวสารอาจลดลง เนื่องจากอาจมีปัญหาเมล็ดไม่เต็มเมล็ด ต้นข้าว  หรือเมล็ดข้าวหัก ซึ่งสะท้อนถึงคุณภาพการสีของเมล็ดข้าว  คุณภาพการสีคุณภาพการสี เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ใช้ในการประเมินคุณภาพเมล็ด สำคัญต่อการกำหนดราคาข้าว โดยประเมินจากเมล็ดเต็มเมล็ด ต้นข้าว และเมล็ดหัก ซึ่งจะพิจารณาตามเกณฑ์ความยาวของเมล็ดตามมาตรฐานที่กำหนด ดังนั้นเมล็ดข้าวที่หักจนความยาวต่ำหว่าเกณฑ์จึงถูกจัดเป็นข้าวหัก ซึ่งทำให้คุณภาพการสีลดลง และกระบวนการขัดสีสามารแบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอน ดังต่อไปนี้ 1. การกะเทาะเปลือกคือ การทำให้เปลือกหลุดออกจากเมล็ดข้าว สิ่งที่ได้จากการกะเทาะคือ ข้าวกล้องและแกลบ ในขั้นตอนนี้เมล็ดข้าวอาจหัก หรือเกิดรอยร้าวได้ หากได้รับแรงกด หรือแรงกระเเทกที่มากเกินไป 2. การขัดสีคือ การขัดเยื่อหุ้มเมล็ด/รำให้ออกจากผิวเมล็ดข้าวกล้อง สิ่งที่ได้คือ ข้าวสารและรำข้าว

ดินเค็ม กับต้นข้าว : ผลกระทบที่เกษตรกรควรรู้

ดินเค็ม กับต้นข้าว : ผลกระทบที่เกษตรกรควรรู้ "ข้าวโตช้า ใบเล็ก ใบเหลือง ต้นแคระแกร็น" ใส่ปุ๋ยแล้ว แต่ทำไมต้นข้าวยังไม่ฟื้นตัว?    คำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่การใส่ปุ๋ยเพียงอย่างเดียว "ดินเค็ม" ก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุสำคัญที่ในหลายครั้งมักถูกเกษตรกรมองข้าม ในบทความนี้จะพาไปรู้จัก “ดินเค็มกับต้นข้าว” ผลกระทบต่อข้าว อาการต้นข้าว ไปจนถึงแนวทางรับมือ เพื่อช่วยให้เกษตรกรรู้ทันปัญหาและป้องกันความเสียหายก่อนที่จะสายเกินไป 1. ผลกระทบการเจริญเติบโตทางลำต้น (Vegetative Growth)ข้าวในระยะกล้าจมักอ่อนแอต่อความเค็มมากกว่าข้าวในระยะเเตกกอ ซึ่งส่งผลต่อการยืดตัวของเซล์ภายในต้นข้าว กระบวนการสังเคราะห์แสง ซึ่งส่งผลกระทบทั้งราก ใบ และลำต้น ดังนี้ ความเครียดออสโมติก (Osmotic Stress): เกิดจากระดับความเข้มข้นของเกลือภายนอกรากสูงขึ้น ทำให้การดูดซึมน้ำของพืชถูกยับยั้งอย่างฉับพลัน ส่งผลให้การขยายตัวของเซลล์ลดลง ต้นข้าวจึงเจริญเติบโตช้าลงและอาจแคระแกร็นได้ ความเป็นพิษของไอออน (Ion

ปุ๋ยแพง ชาวนาควรปรับตัวอย่างไร?

ปุ๋ยแพง ชาวนาควรปรับตัวอย่างไร ? ปุ๋ยแพง ชาวนาควรปรับตัวอย่างไร? ในปี 2569 ภาคเกษตรของประเทศไทยประสบปัญหาอย่างหนักจากเหตุการณ์ความขัดแย้งและสงคราม เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบอย่างหนักต่อห่วงโซ่อุปทานวัตถุดิบและการขนส่ง ทำให้ราคาปุ๋ยเคมีพุ่งขึ้นสูงกว่าที่ผ่านมา ชาวนาหลายคนไม่สามารถสู้กับวิกฤตนี้ได้ บางคนเปลี่ยนไปประกอบอาชีพอื่น รวมถึงหันปลูกพืชอื่นแทนข้าว ดังนั้นภายใต้สถานการณ์ปุ๋ยแพงนี้ ชาวนาควรปรับตัวเพื่อประหยัดปุ๋ย และใช้ปุ๋ยให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ข้าวระยะแตกกอ 7 วิธี จัดการอย่างไร ใช้ปุ๋ยคุ้มค่ามากที่สุดการบริหารและจัดการภายในแปลงนาข้าวถือเป็นปัจจัยที่สำคัญ ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของปุ๋ย แต่ยังสามารถเพิ่มศักยภาพการให้ผลผลิตของข้าวอีกด้วย1. ใส่ปุ๋ยอย่างแม่นยำ  ใส่ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน: ช่วยประหยัดปุ๋ย ลดการใส่ปุ๋ยที่เกินความจำเป็น และตรงตามความต้องการของข้าว สามารถลดการสูญเสียปุ๋ยได้ 20-40% แบ่งใส่ปุ๋ย: แบ่งใส่ 2-3 ครั้ง แทนการใส่ครั้งเดียว ช่วยให้ข้าวสามารถดูดซึมปุ๋ยไปใช้ได้อย่าต่อเนื่อง 2. ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ร่วมกับปุ๋ยเคมี  ใช้ปุ๋ยอินทรีย์:

New Plant Type (NPT) Rice ข้าวต้นแบบใหม่ เพื่อผลผลิตแห่งอนาคต

New Plant Type (NPT) Rice ข้าวต้นแบบใหม่ เพื่อผลผลิตแห่งอนาคต ในช่วงต้นทศวรรษ 1960-1970 ข้าวต้นกึ่งต้นเตี้ย (semi-dwarf varieties) ได้รับความสนใจจากทั้งเกษตรกรและนักปรับปรุงพันธุ์ข้าว เนื่องด้วยศักยภาพการให้ผลผลิตที่สูง แต่เมื่อเวลาผ่านไปการพัฒนาสายพันธุ์ข้าวเริ่มเข้าสู่สภาวะอิ่มตัว  ศักยภาพการให้พันธุ์ข้าวไม่สามารเพิ่มขึ้นได้มากกว่าเดิม ดังนั้นในช่วงปลายทศวรรษ 1980  ได้มีการถือกำเนิด “ข้าวต้นแบบใหม่” ที่พัฒนาโดยนักปรับปรุงพันธุ์ โดยมีเป้าหมายเพื่อก้าวข้ามขีดจำกัดของข้าวกึ่งต้นเตี้ยและยกระดับศักยภาพการให้ผลผลิต ซึ่งลักษณะเด่นของข้าวต้นแบบใหม่นี้ถูกออกแบบมาเพื่อเอื้อให้ข้าวสามารถเพิ่มผลผลิตได้มากกว่าข้าวทั่วไป ส่งผลให้ในหลายสายพันธุ์มีผลผลิตสูงถึง 9–13 ตันต่อเฮกตาร์ หรือ ประมาณ 1,440–2,080 กิโลกรัมต่อไร่ ที่มาข้อมูล: Aswidinnoor H et al.  (2023) ข้าวต้นแบบใหม่ หรือ New plant type

เชื้อราไตรโคเดอร์มา ทางเลือกเกษตรปลอดภัย ใส่ใจสิ่งแวดล้อม

เชื้อราไตรโคเดอร์มา ทางเลือกเกษตรปลอดภัย ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ลดต้นทุน เพิ่มคุณภาพ ด้วยเชื้อราไตรโคเดอร์มา! รู้หรือไม่ว่าเชื้อราไตรโคเดอร์มามีบทบาทสำคัญต่อการควบคุมโรคพืช เกษตรกรนิยมใช้เป็นสารชีวภัณฑ์เพื่อป้องกันโรคพืชที่เกิดจากเชื้อรา เช่น โรครากเน่าโคนเน่าในไม้ผลที่เกิดจากเชท้อราไฟทอปเทอรา โรคเน่าคอดินในพืชผักที่เกิดจากเชื้อราไรซอกโทเนีย เป็นต้น การนำเชื้อราไตรโคเดอร์มาใช้ในงานเกษตรกรรมสามารถใช้ได้หลากหลายวิธี เช่น ผสมกับวัสดุปลูก ฉีดพ่นทางใบ หว่านลงในดินก่อนปลูกพืช เป็นต้น นอกจากนี้ในนาข้าวยังใช้เพื่อย่อยสลายซังข้าวหลังการเก็บเกี่ยวอีกด้วย โดยนักอ่านทุกท่านสามารถอ่านทำความรู้จักกับเชื้อราตัวนี้ที่บทความด้านล่างได้เลย ลักษณะของเชื้อราไตรโคเดอร์มา (Trichoderma asperellum.) เชื้อราไตรโคเดอร์มา (Trichoderma asperellum)เชื้อราไตรโคเดอร์มาเป็นเชื้อราปฏิปักษ์ดำรงชีวิตอยู่ในดิน สร้างเส้นใยสีขาว และสปอร์สีเขียว มีบทบาทสำคัญในการควบคุมโรคพืชทางชีวภาพ ทำให้ระบบรากของพืชแข็งแรง โดยเชื้อราไตรโคเดอร์มามีกลไกการทำงานที่หลากหลาย ซึ่งมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้ สร้างเส้นใยพันรัดเส้นใยโรคพืช แล้วเเทงเข้าสู่ภายในเส้นใยเพื่อทำลายเชื้อราสาเหตุโรคพืช (ภาสะปรสิตต่อโรคพืช) เข้าแก่งแย่งอาหารกับเชื้อสาเหตุโรคพืชเพื่อลดการระบาด สร้างปฏิชีวนสาร และเอนไซม์เพื่อทำลายเชื้อสาเหตุโรคพืช แล้วกระตุ้นความต้านทานของพืช ป้องกันเชื้อราเข้าทำลายเมล็ดพันธุ์ พร้อมทั้งเพิ่มอัตราการงอกและบำรุงรากพืช

ความแตกต่างระหว่างข้าวป่า ข้าวปลูก และข้าววัชพืช

ความแตกต่างระหว่างข้าวป่า ข้าวปลูก และข้าววัชพืช รู้ไว้ไม่เสียหาย! ข้าวป่า ข้าวปลูก และข้าววัชพืช ต่างกันอย่างไร? แม้ว่าข้าวทั้ง 3 ชนิดจะมีลักษณะคล้ายคลึงกัน แต่แท้จริงแล้วมีที่มา ลักษณะเด่น และบทบาทที่แตกต่างกัน ซึ่งสามารถสังเกตได้ไม่ยาก บทความนี้จะพาผู้อ่านไปทำความรู้จักความแตกต่างของข้าวแต่ละชนิด พร้อมทั้งความสำคัญที่มีต่อการเกษตรและการปรับปรุงพันธุ์ข้าวในปัจจุบัน ข้าวป่า (Wild rice) ข้าวป่า (Wild rice)ข้าวป่า (Wild Rice) คือข้าวที่พบขึ้นตามธรรมชาติทั้งในพื้นที่ลุ่มและพื้นที่ดอน ถือเป็นบรรพบุรุษของข้าว โดยมีความหลากหลายทางพันธุกรรมสูงและมีลักษณะแตกต่างกันไปตามพื้นที่ จุดเด่นของข้าวป่าคือสามารถปรับตัวต่อสภาพแวดล้อมได้ดี รวมทั้งมีความต้านทานต่อโรคและแมลงศัตรูข้าวหลายชนิด จึงนับเป็นแหล่งทรัพยากรพันธุกรรมที่สำคัญสำหรับการปรับปรุงพันธุ์ข้าว  ข้าวป่ามีลักษณะแตกต่างจากข้าวปลูกและข้าววัชพืช เช่น ต้นสูง เมล็ดมีลักษณะสั้นป้อม เปลือกเมล็ดมักมีสีแดงหรือน้ำตาล และมีจุดสังเกตสำคัญคือเมล็ดมีหางยาว ซึ่งยาวมากกว่า 10 เท่าของความยาวเมล็ด

“ข้าวท้องไข่” คืออะไร?

“ข้าวท้องไข่” คืออะไร? รู้หรือไม่…??? ข้าวที่ปลูกช่วง “หน้าร้อน” มักพบ ลักษณะท้องไข่  (Chalkiness) หรือจุดขุ่นขาวทึบแสงภายในเมล็ดข้าวสาร เกิดจากการสะสมแป้งในเมล็ดไม่สมบูรณ์ ทำให้เกิดช่องอากาศเล็ก ๆ ภายในเมล็ด ซึ่งลักษณะดังกล่าวส่งผลต่อคุณภาพและราคาของข้าวในตลาด อย่างไรก็ตาม อุณหภูมิสูงไม่ใช่สาเหตุเพียงอย่างเดียว เพราะยังมีอีกหลายปัจจัยที่ส่งผลต่อการเกิดท้องไข่เช่นกัน มาดูกันว่ามีปัจจัยอะไรบ้าง และเราจะลดการเกิดท้องไข่ได้อย่างไร  ลักษณะข้าวท้องไข่ ลักษณะท้องไข่ คือ การเกิดจุดทึบเเสงในเมล็ดข้าว มักเกิดในบริเวณแกนกลางเมล็ด ท้องเมล็ด หรือส่วนหลังเมล็ดตามตำแหน่งของเอนโดเสปิร์ม โดยสาเหตุของการเกิดจุดทึบเเสงนี้มาจากการเรียงตัวไม่สมบูรณ์ของเม็ดเเป้งและโปรตีนในเอนโดเสปิร์ม ทำให้เกิดช่องว่างอากาศเล็ก ๆ ภายในเมล็ดข้าว ส่งผลให้เกิดจุดขาวขุ่นที่ทึบเเสงต่างจากส่วนใสบริเวณอื่น ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดท้องไข่ อากาศร้อนจัด: ในระยะการสร้างแป้ง ถ้าได้รับอุณหภูมิสูงอาจจะไปรบกวนการจับตัวของเม็ดแป้งในเมล็ดข้าวได้ การขาดน้ำ: ความเครียดจากสภาวะขาดน้ำ ทำให้การสังเคราะห์เเสงลดลง ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในการสร้างเมล็ดข้าว สภาพแวดล้อมและช่วงเวลาปลูก: สภาพเเวดล้อมและช่วงเวลาที่ไม่เหมาะสมอาจทำให้ข้าวเกิดความเครียดจนกระทบต่อการสร้างเมล็ดได้

1 2 3 6