Skip to main content

สถานีวิจัยรวมใจ พัฒนาความรู้

ปุ๋ยแพง ชาวนาควรปรับตัวอย่างไร?

ปุ๋ยแพง ชาวนาควรปรับตัวอย่างไร ? ปุ๋ยแพง ชาวนาควรปรับตัวอย่างไร? ในปี 2569 ภาคเกษตรของประเทศไทยประสบปัญหาอย่างหนักจากเหตุการณ์ความขัดแย้งและสงคราม เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบอย่างหนักต่อห่วงโซ่อุปทานวัตถุดิบและการขนส่ง ทำให้ราคาปุ๋ยเคมีพุ่งขึ้นสูงกว่าที่ผ่านมา ชาวนาหลายคนไม่สามารถสู้กับวิกฤตนี้ได้ บางคนเปลี่ยนไปประกอบอาชีพอื่น รวมถึงหันปลูกพืชอื่นแทนข้าว ดังนั้นภายใต้สถานการณ์ปุ๋ยแพงนี้ ชาวนาควรปรับตัวเพื่อประหยัดปุ๋ย และใช้ปุ๋ยให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ข้าวระยะแตกกอ 7 วิธี จัดการอย่างไร ใช้ปุ๋ยคุ้มค่ามากที่สุดการบริหารและจัดการภายในแปลงนาข้าวถือเป็นปัจจัยที่สำคัญ ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของปุ๋ย แต่ยังสามารถเพิ่มศักยภาพการให้ผลผลิตของข้าวอีกด้วย1. ใส่ปุ๋ยอย่างแม่นยำ  ใส่ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน: ช่วยประหยัดปุ๋ย ลดการใส่ปุ๋ยที่เกินความจำเป็น และตรงตามความต้องการของข้าว สามารถลดการสูญเสียปุ๋ยได้ 20-40% แบ่งใส่ปุ๋ย: แบ่งใส่ 2-3 ครั้ง แทนการใส่ครั้งเดียว ช่วยให้ข้าวสามารถดูดซึมปุ๋ยไปใช้ได้อย่าต่อเนื่อง 2. ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ร่วมกับปุ๋ยเคมี  ใช้ปุ๋ยอินทรีย์:

New Plant Type (NPT) Rice ข้าวต้นแบบใหม่ เพื่อผลผลิตแห่งอนาคต

New Plant Type (NPT) Rice ข้าวต้นแบบใหม่ เพื่อผลผลิตแห่งอนาคต ในช่วงต้นทศวรรษ 1960-1970 ข้าวต้นกึ่งต้นเตี้ย (semi-dwarf varieties) ได้รับความสนใจจากทั้งเกษตรกรและนักปรับปรุงพันธุ์ข้าว เนื่องด้วยศักยภาพการให้ผลผลิตที่สูง แต่เมื่อเวลาผ่านไปการพัฒนาสายพันธุ์ข้าวเริ่มเข้าสู่สภาวะอิ่มตัว  ศักยภาพการให้พันธุ์ข้าวไม่สามารเพิ่มขึ้นได้มากกว่าเดิม ดังนั้นในช่วงปลายทศวรรษ 1980  ได้มีการถือกำเนิด “ข้าวต้นแบบใหม่” ที่พัฒนาโดยนักปรับปรุงพันธุ์ โดยมีเป้าหมายเพื่อก้าวข้ามขีดจำกัดของข้าวกึ่งต้นเตี้ยและยกระดับศักยภาพการให้ผลผลิต ซึ่งลักษณะเด่นของข้าวต้นแบบใหม่นี้ถูกออกแบบมาเพื่อเอื้อให้ข้าวสามารถเพิ่มผลผลิตได้มากกว่าข้าวทั่วไป ส่งผลให้ในหลายสายพันธุ์มีผลผลิตสูงถึง 9–13 ตันต่อเฮกตาร์ หรือ ประมาณ 1,440–2,080 กิโลกรัมต่อไร่ ที่มาข้อมูล: Aswidinnoor H et al.  (2023) ข้าวต้นแบบใหม่ หรือ New plant type

เชื้อราไตรโคเดอร์มา ทางเลือกเกษตรปลอดภัย ใส่ใจสิ่งแวดล้อม

เชื้อราไตรโคเดอร์มา ทางเลือกเกษตรปลอดภัย ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ลดต้นทุน เพิ่มคุณภาพ ด้วยเชื้อราไตรโคเดอร์มา! รู้หรือไม่ว่าเชื้อราไตรโคเดอร์มามีบทบาทสำคัญต่อการควบคุมโรคพืช เกษตรกรนิยมใช้เป็นสารชีวภัณฑ์เพื่อป้องกันโรคพืชที่เกิดจากเชื้อรา เช่น โรครากเน่าโคนเน่าในไม้ผลที่เกิดจากเชท้อราไฟทอปเทอรา โรคเน่าคอดินในพืชผักที่เกิดจากเชื้อราไรซอกโทเนีย เป็นต้น การนำเชื้อราไตรโคเดอร์มาใช้ในงานเกษตรกรรมสามารถใช้ได้หลากหลายวิธี เช่น ผสมกับวัสดุปลูก ฉีดพ่นทางใบ หว่านลงในดินก่อนปลูกพืช เป็นต้น นอกจากนี้ในนาข้าวยังใช้เพื่อย่อยสลายซังข้าวหลังการเก็บเกี่ยวอีกด้วย โดยนักอ่านทุกท่านสามารถอ่านทำความรู้จักกับเชื้อราตัวนี้ที่บทความด้านล่างได้เลย ลักษณะของเชื้อราไตรโคเดอร์มา (Trichoderma asperellum.) เชื้อราไตรโคเดอร์มา (Trichoderma asperellum)เชื้อราไตรโคเดอร์มาเป็นเชื้อราปฏิปักษ์ดำรงชีวิตอยู่ในดิน สร้างเส้นใยสีขาว และสปอร์สีเขียว มีบทบาทสำคัญในการควบคุมโรคพืชทางชีวภาพ ทำให้ระบบรากของพืชแข็งแรง โดยเชื้อราไตรโคเดอร์มามีกลไกการทำงานที่หลากหลาย ซึ่งมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้ สร้างเส้นใยพันรัดเส้นใยโรคพืช แล้วเเทงเข้าสู่ภายในเส้นใยเพื่อทำลายเชื้อราสาเหตุโรคพืช (ภาสะปรสิตต่อโรคพืช) เข้าแก่งแย่งอาหารกับเชื้อสาเหตุโรคพืชเพื่อลดการระบาด สร้างปฏิชีวนสาร และเอนไซม์เพื่อทำลายเชื้อสาเหตุโรคพืช แล้วกระตุ้นความต้านทานของพืช ป้องกันเชื้อราเข้าทำลายเมล็ดพันธุ์ พร้อมทั้งเพิ่มอัตราการงอกและบำรุงรากพืช

ความแตกต่างระหว่างข้าวป่า ข้าวปลูก และข้าววัชพืช

ความแตกต่างระหว่างข้าวป่า ข้าวปลูก และข้าววัชพืช รู้ไว้ไม่เสียหาย! ข้าวป่า ข้าวปลูก และข้าววัชพืช ต่างกันอย่างไร? แม้ว่าข้าวทั้ง 3 ชนิดจะมีลักษณะคล้ายคลึงกัน แต่แท้จริงแล้วมีที่มา ลักษณะเด่น และบทบาทที่แตกต่างกัน ซึ่งสามารถสังเกตได้ไม่ยาก บทความนี้จะพาผู้อ่านไปทำความรู้จักความแตกต่างของข้าวแต่ละชนิด พร้อมทั้งความสำคัญที่มีต่อการเกษตรและการปรับปรุงพันธุ์ข้าวในปัจจุบัน ข้าวป่า (Wild rice) ข้าวป่า (Wild rice)ข้าวป่า (Wild Rice) คือข้าวที่พบขึ้นตามธรรมชาติทั้งในพื้นที่ลุ่มและพื้นที่ดอน ถือเป็นบรรพบุรุษของข้าว โดยมีความหลากหลายทางพันธุกรรมสูงและมีลักษณะแตกต่างกันไปตามพื้นที่ จุดเด่นของข้าวป่าคือสามารถปรับตัวต่อสภาพแวดล้อมได้ดี รวมทั้งมีความต้านทานต่อโรคและแมลงศัตรูข้าวหลายชนิด จึงนับเป็นแหล่งทรัพยากรพันธุกรรมที่สำคัญสำหรับการปรับปรุงพันธุ์ข้าว  ข้าวป่ามีลักษณะแตกต่างจากข้าวปลูกและข้าววัชพืช เช่น ต้นสูง เมล็ดมีลักษณะสั้นป้อม เปลือกเมล็ดมักมีสีแดงหรือน้ำตาล และมีจุดสังเกตสำคัญคือเมล็ดมีหางยาว ซึ่งยาวมากกว่า 10 เท่าของความยาวเมล็ด

“ข้าวท้องไข่” คืออะไร?

“ข้าวท้องไข่” คืออะไร? รู้หรือไม่…??? ข้าวที่ปลูกช่วง “หน้าร้อน” มักพบ ลักษณะท้องไข่  (Chalkiness) หรือจุดขุ่นขาวทึบแสงภายในเมล็ดข้าวสาร เกิดจากการสะสมแป้งในเมล็ดไม่สมบูรณ์ ทำให้เกิดช่องอากาศเล็ก ๆ ภายในเมล็ด ซึ่งลักษณะดังกล่าวส่งผลต่อคุณภาพและราคาของข้าวในตลาด อย่างไรก็ตาม อุณหภูมิสูงไม่ใช่สาเหตุเพียงอย่างเดียว เพราะยังมีอีกหลายปัจจัยที่ส่งผลต่อการเกิดท้องไข่เช่นกัน มาดูกันว่ามีปัจจัยอะไรบ้าง และเราจะลดการเกิดท้องไข่ได้อย่างไร  ลักษณะข้าวท้องไข่ ลักษณะท้องไข่ คือ การเกิดจุดทึบเเสงในเมล็ดข้าว มักเกิดในบริเวณแกนกลางเมล็ด ท้องเมล็ด หรือส่วนหลังเมล็ดตามตำแหน่งของเอนโดเสปิร์ม โดยสาเหตุของการเกิดจุดทึบเเสงนี้มาจากการเรียงตัวไม่สมบูรณ์ของเม็ดเเป้งและโปรตีนในเอนโดเสปิร์ม ทำให้เกิดช่องว่างอากาศเล็ก ๆ ภายในเมล็ดข้าว ส่งผลให้เกิดจุดขาวขุ่นที่ทึบเเสงต่างจากส่วนใสบริเวณอื่น ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดท้องไข่ อากาศร้อนจัด: ในระยะการสร้างแป้ง ถ้าได้รับอุณหภูมิสูงอาจจะไปรบกวนการจับตัวของเม็ดแป้งในเมล็ดข้าวได้ การขาดน้ำ: ความเครียดจากสภาวะขาดน้ำ ทำให้การสังเคราะห์เเสงลดลง ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในการสร้างเมล็ดข้าว สภาพแวดล้อมและช่วงเวลาปลูก: สภาพเเวดล้อมและช่วงเวลาที่ไม่เหมาะสมอาจทำให้ข้าวเกิดความเครียดจนกระทบต่อการสร้างเมล็ดได้

ปุ๋ยเคมี VS ปุ๋ยอินทรีย์ แตกต่างกันอย่างไร ?

ปุ๋ยเคมี VS ปุ๋ยอินทรีย์ แตกต่างกันอย่างไร ? การทำเกษตรในประเทศไทย มีทั้งการใช้ปุ๋ยเคมีและปุ๋ยอินทรีย์ หรือใช้แบบผสมผสานปุ๋ยทั้ง 2 ชนิดร่วมกัน เพื่อช่วยปรับปรุงคุณภาพดินและเพิ่มธาตุอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืช โดยปุ๋ยแต่ละชนิดมีคุณสมบัติ ข้อดี และข้อจำกัดที่แตกต่างกัน เกษตรกรจึงสามารถเลือกใช้ให้เหมาะสมกับชนิดพืช สภาพดิน และความต้องการของตนเอง ในบทความนี้จะพูดให้เห็นชัดว่า "ปุ๋ยเคมีกับปุ๋ยอินทรีย์ต่างกันอย่างไร" ปุ๋ยอินทรีย์กับปุ๋ยเคมีต่างกันอย่างไร ปุ๋ยเคมี ส่งผลต่อพืช: ให้ธาตุอาหารเเก่พืชได้รวดเร็ว สามารถเร่งการเจริญเติบโตของพืชในระยะที่สำคัญ และสามารถเพิ่มผลผลิตพืชได้ดี ส่งผลต่อดิน: หากใช้ในปริมาณมากและติดต่อการเป็นเวลานาน ไม่มีการพักดินหรือปรับปรุงโครงสร้างดิน จะทำให้ดินเสื่อมสภาพเเละเป็นกรด ส่งผลให้จุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ในดินลดลง ข้อควรระวัง: ไม่ควรใส่ในปริมาณที่สูงเกินความจำเป็น ควรใส่ตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตรตามค่าการวิเคราะห์ดิน ราคา: สูง การใส่ปุ๋ยเคมีในระยะข้าวแตกกอ ปุ๋ยอินทรีย์ ส่งผลต่อพืช: ให้ธาตุอาหารแก่พืชอย่างช้า

การเตรียมดินสำหรับนาดำ

การเตรียมดินสำหรับ "นาดำ" ก่อนการปลูกข้าวทุกครั้งเกษตรกรจะต้องทำการเตรียมดินก่อนปลูกในทุกรอบการปลูก เนื่องจากพื้นที่ปลูกและดินมีความสำคัญต่อการผลิตข้าวให้ประสบความสำเร็จ การเตรียมดินที่ดีควรทำให้พื้นที่ราบเรียบ สม่ำเสมอ ไม่เป็นแอ่งน้ำ เพื่อให้ต้นข้าวได้รับน้ำทั่วถึง ลดการระบาดของวัชพืช โรค เเมลงศัตรูพืช และเพื่อให้ต้นข้าวเจริญเติบโตอย่างสม่ำเสมอกัน  การเตรียมดินสำหรับนาข้าว ขั้นตอนการเตรียมดินสำหรับ "นาดำ""การทำนาดำ" คือการปลูกข้าวโดยการเพาะข้าวจากแปลงเพาะกล้ามาปักดำในแปลงปลูก ซึ่งต้องเตรียมพื้นที่ให้เป็นนาโคลนตม ซึ่งการทำนาดำเหมาะสำหรับในพื้นที่ที่มีน้ำท่วมขัง สามารถกักเก็บน้ำได้ดี  โดยขั้นตอนการเตรียมดินมีทั้งหมด 3 ขั้นตอน ดังต่อไปนี้ (ข้อมูลจาก : มูลนิธิข้าวไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ) 2. การไถดะเป็นการไถพลิกหน้าดินครั้งแรก ไถตามแนวยาวของพื้นที่ ช่วยพลิกดินชั้นล่างขึ้นมาสัมผัสอากาศ และเป็นการตากดินให้แห้ง เพื่อทำลายวัชพืชและโรคพืช ควรตากดินไว้ประมาณ 1 – 2 สัปดาห์ การไถดะ

ทำความรู้จักกับข้าว RJ สายพันธุ์ใหม่

ทำความรู้จัก “ข้าว RJ สายพันธุ์ใหม่”       บริษัท รวมใจพัฒนาความรู้ จำกัด ได้พัฒนาข้าว RJ สายพันธุ์ใหม่ ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของเกษตรกรที่อยากเพิ่มผลผลิต โดยเปิดรับสมัครเกษตรกรทดลองปลูก ตั้งแต่วันนี้ - 8 เมษายน 2569 รับจำกัดเพียง 200 ไร่ (ไม่เกิน 20 ไร่/ราย) โดยจะเริ่มปลูกในวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 นี้!!!! ข้าว RJ สายพันธุ์ใหม่ ข้าว RJ สายพันธุ์ใหม่ลักษณะประจำพันธุ์ ข้าวเจ้าพื้นนุ่ม ไม่ไวแสง

อุณหภูมิที่เหมาะสมในการเจริญเติบโตของข้าว

อุณหภูมิที่เหมาะสมในการเจริญเติบโตของข้าว        อุณหภูมิเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของข้าวในทุกช่วง ตั้งแต่เริ่มงอกไปจนถึงเก็บเกี่ยว หากอุณหภูมิอยู่ในระดับที่เหมาะสม ทำให้ข้าวแข็งแรงและให้ผลผลิตสูง โดยทั่วไปข้าวจะเจริญเติบโตได้ดีในช่วงอุณหภูมิประมาณ 20–35 องศาเซลเซียส ซึ่งแตกต่างกันในแต่ละระยะของข้าว   อุณหภูมิที่เหมาะสมในการเจริญเติบโตของข้าว อุณหภูมิที่เหมาะสมในแต่ละระยะข้าว1. ระยะงอก    เป็นระยะที่ข้าวอ่อนแอมากอยู่ระหว่าง 20-30 องศาเซลเซียส เมล็ดข้าวจะงอกน้อยผิดปกติหากมีอุณหภูมิต่ำกว่า 10 องศาเซลเซียส หรือสูงกว่า 45 องศาเซลเซียส2. ระยะกล้าและการแตกกอ        อยู่ระหว่าง 25-30 องศาเซลเซียส ต้นกล้าจะชะงักการแตกกอหากอุณหภูมิต่ำกว่า 10 องศาเซลเซียส หรือสูงกว่า 35 องศาเซลเซียส3. ระยะออกรวงและดอกบาน 

พลังธรรมชาติจาก “ข้าวกล้อง 3 สี”

พลังธรรมชาติจาก “ข้าวกล้อง 3 สี”       ข้าวกล้อง คือ ข้าวที่ผ่านการกะเทาะเปลือกหุ้มเมล็ดออกแล้ว แต่ยังไม่ผ่านการขัดสีหรือผ่านการขัดสีน้อย ทำให้ยังคงมีเยื่อหุ้มเมล็ดและจมูกข้าวอยู่ จึงมีใยอาหารสูง (Fiber) ไขมันชนิดไม่อิ่มตัว วิตามิน และสารต้านอนุมูลอิสระต่าง ๆ ทำให้ข้าวกล้องนั้นมีคุณค่าทางโภชนาการที่สูงกว่าข้าวขาวขัดสีปกติ ประโยชน์และสารสำคัญใน ข้าวกล้อง 3 สี สารสำคัญและประโยชน์ของ ข้าวกล้อง1. ข้าวสีม่วง/ดำ        อุดมด้วยสารแอนโทไซยานิน ซึ่งมีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคเรื้อรัง ตัวอย่างข้าวกล้องที่มีสีม่วง/ดำ เช่น ข้าวไรซ์เบอร์รี่สารสำคัญ Anthocyanin (เช่น cyanidin-3-glucoside, peonidin-3-glucoside)

1 2 3 6