ชื่อผู้แต่ง : กิตติญาภรณ์ ภู่โต๊ะยา¹ ภาณุวัฒน์ พรายสำโรง¹* และ วุฒิชัย แตงทอง¹
*Corresponding author: ruamjairices@gmail.com
ชื่อวารสาร :วารสารแก่นเกษตรฉบับเพิ่มเติม (Khon Kaen Agricuture Journal SUPPL)
ปีที่ 2569
ฉบับที่ 1
หน้าที่ 46-53
คำสำคัญ : Oryza sativa L.; ข้าวหอม; คุณภาพเมล็ด; เสถียรภาพ; GGE biplot
ข้าวหอมเป็นพืชเศรษฐกิจและมีความสำคัญต่อการส่งออกของประเทศไทย อย่างไรก็ตาม พันธุ์ข้าวหอมส่วนใหญ่ให้ผลผลิตต่ำ และมีความแปรปรวนของผลผลิตระหว่างพื้นที่ปลูก การพัฒนาข้าวหอมสายพันธุ์ปรับปรุงใหม่ที่ให้ผลผลิตสูง คงคุณภาพเมล็ด และความหอม รวมถึงมีเสถียรภาพในหลายสภาพแวดล้อมจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทดสอบผลผลิต และคุณภาพเมล็ดของข้าวหอมสายพันธุ์ปรับปรุงใหม่ในพื้นที่ชลประทานภาคกลาง เพื่อประเมินศักยภาพและเสถียรภาพของสายพันธุ์ ต่อสภาพแวดล้อมต่าง ๆ การทดลองดำเนินการในฤดูนาปี 2567 โดยใช้แผนการทดลองแบบ randomized complete block design (RCBD) จำนวน 3 ซ้ำ ทำการทดสอบใน 3 สถานที่ ได้แก่ จังหวัดปทุมธานี จังหวัดชัยนาท และจังหวัดสุพรรณบุรี จำนวน 5 สายพันธุ์ ร่วมกับพันธุ์มาตรฐานเปรียบเทียบพันธุ์RJ22 และพันธุ์ PTT1 ผลการทดลองพบว่า ผลผลิตเฉลี่ยของสายพันธุ์อยู่ระหว่าง 771.36–1,013.42 กก./ไร่ ทุกสายพันธุ์ให้ผลผลิตมากกว่าพันธุ์PTT1 และใกล้เคียงกับพันธุ์ RJ22 การประเมินคุณภาพเมล็ด ทางกายภาพและเคมี พบว่าทุกสายพันธุ์มีรูปร่างเมล็ดเรียว คุณภาพการขัดสีดี ปริมาณอมิโลสต่ำ (12.57–16.79%) อัตราการยืดตัว ปกติ (1.50-1.58) และมีกลิ่นหอมคล้ายพันธุ์PTT1 ปัจจัยสถานที่ปลูกและสายพันธุ์ข้าวมีผลแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P<0.05) ต่อหลายลักษณะทางการเกษตร โดยเฉพาะอายุเก็บเกี่ยว ความสูงต้น และผลผลิตต่อไร่ การวิเคราะห์ GGE biplot แบบ Which–Won–Where แสดงให้เห็นว่าองค์ประกอบที่1 (PC1) และองค์ประกอบที่ 2 (PC2) สามารถอธิบายความแปรปรวนรวมได้ร้อยละ 99.18 โดยสายพันธุ์ RJPAromatic-4 และ RJPAromatic-5 แสดงความเสถียรภาพดีสามารถปลูกได้ในหลาย ๆ พื้นที่ ในขณะที่ RJPAromatic-1 เป็นสายพันธุ์ที่มีศักยภาพสูงทั้งด้านผลผลิต คุณภาพเมล็ด และความสม่ำเสมอของผลผลิต เหมาะสมสำหรับการพัฒนาเป็นพันธุ์แนะนำในพื้นที่นาชลประทานภาคกลาง